เมื่อพูดถึงเรื่องของสายตา ก็คงเป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนเกิดความกังวลได้ไม่น้อยเลย โดยเฉพาะเมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นกับสายตาของเรา ส่งผลให้การดำเนินชีวิตนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ปัญหาเหล่านี้ล้วนแต่รบกวนการใช้ชีวิตพอสมควร การวิธีที่เข้ามาช่วยรักษาความผิดปกติของสายตาได้ ก็เป็นสิ่งที่ดี และเป็นสิ่งที่ช่วยให้การมองเห็นมีความเป็นปกติได้เหมือนเดิม หนึ่งในรูปแบบการรักษาที่ได้รับความนิยมเลยก็คือ การรักษาด้วย PRK นั่นเอง 

การทำ PRK คืออะไร  

PRK (Photorefractive Keratectomy) เป็นวิธีการที่จะช่วยรักษาสายตาเอียง สั้น หรือสายตายาวโดยกำเนิด โดยเป็นวิธีการรักษาในรุ่นแรก ๆ เลย แม้ว่าจะมีมานานก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ การรักษาด้วยวิธีนี้มีความคล้ายคลึงการทำเลสิก แต่การรักษาด้วยวิธีนี้จะไม่ต้องทำการแยกชั้นของกระจกตาเหมือนกับเลสิก เนื่องจากจะใช้วิธีการลอกผิวกระจกตาที่อยู่บริเวณนอกสุดออกก่อน จากนั้นจึงจะมีการใช้เอ็กไซเมอร์เลเซอร์ (Excimer laser) เข้ามาช่วยในส่วนของการปรับความโค้งของกระจกตา ซึ่งวิธีนี้มีความเหมาะสมกับผู้ที่มีปัญหากระจกตาบาง หรือบุคคลที่ทำอาชีพบางอย่าง เช่น นักบิน ทหาร ฯลฯ  

สำหรับเวลาในการรักษาตาด้วยวิธี PRK ก็จะใช้เวลาในการผ่าตัดอยู่ที่ประมาณ 15-20 นาที โดยมีค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการรักษาประมาณ 30,000-50,000 บาท อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาของการฟื้นตัวในการรักษาด้วยวิธีนี้ และการหายของแผลนั้น จะใช้เวลาที่นานกว่าการรักษาด้วยการทำเลสิก ซึ่งหลังจากที่เข้ารับการผ่าตัดแล้วจะต้องใช้ยาหยอดตาที่มีสารในกลุ่มสเตียรอยด์ จึงทำให้ควรที่จะได้รับการติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิดแบบต่อเนื่องในระยะเวลาหนึ่ง 

จุดเด่นของการรักษาด้วยวิธี PRK 

ในส่วนของจุดเด่นจากการรักษาด้วยวิธี PRK ก็มีอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การที่จะช่วยรักษาให้ค่าสายตานั้นกลับมามีความปกติมากขึ้น, ในการผ่าตัดไม่ต้องฉีดยาชา แต่จะใช้แค่ยาหยอดตาเท่านั้น, ไม่ต้องมีการเย็บแผล, เป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับการรักษาผู้ที่มีกระจกตาบาง เนื่องจากไม่สามารถที่จะทำการรักษาแบบแยกชั้นตาได้ และการยังเป็นวิธีการรักษาตาที่ทำให้เกิดอาการตาแห้งได้น้อยกว่าการทำเลสิกด้วย 

การรักษาด้วยตาด้วยวิธี PRK มีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่นตา หรือคอนแทกต์เลนส์ โดยผู้ที่สามารถเข้ารับการรักษาได้จะต้องเป็นผู้ที่มีอายุอย่างน้อย 18 ปี หรือมีระดับสายที่คงที่แล้วอย่างน้อยเป็นเวลา 1 ปี เนื่องจากว่าผู้ที่อายุไม่ถึงตามเกณฑ์นี้ สายตาก็ยังคงไม่การเปลี่ยนแปลงเรื่อย ๆ นั่นเอง อีกทั้งผู้ที่จะเข้ารับการรักษาจะต้องมาเป็นโรคที่ต้องห้าม เช่น โรคจอประสาทตา หรือโรคต้อหิน รวมถึงจะต้องไม่เป็นผู้ที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ ที่สำคัญจะต้องมีความเข้าในเกี่ยวกับการรักษาด้วยวิธีนี้อย่างถูกต้องอีกด้วย